วันพุธที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560

อยากรู้ : ผลิตนาฬิกาข้อมือ ทำยังไง?

อยากรู้ ผลิตนาฬิกาข้อมือ  ทำยังไง?
Series : Easy Production - Thailand 4.0
เกริ่นนำ : บทความเหล่านี้เขียนขึ้นเพื่อเล่าเรื่องการผลิตในอุตสาหกรรม โดยใช้ประสบการณ์ของผู้เขียน เนื้อหาจะแบ่งเป็นหลายตอน ผู้อ่านสามารถเลือกเฉพาะบทความที่สนใจได้
ผมมีนาฬิการข้อมือเรือนแรก เมื่อขึ้นชั้นมัธยมต้น เนื่องจากต้องเดินทางไปเรียนในเมือง จำได้ว่านาฬิกาเรือนแรกเป็นระบบ Automatic หน้าปัดสีเขียว ยี่ห้อโอเรียนท์ ราคาไม่ถึงพัน ผมชอบนำมาแนบหูฟังเสียงนาฬิกา ดังเป็นจังหวะ มันยังทำงานอยู่  ในยุคสมัยนั้น ผมเริ่มเห็นผู้คนเริ่มใส่นาฬิกาแบบดิจิตอล ที่บอกเวลา วัน วันที่ และจับเวลา รวมถึงเป็นเครื่องคิดเลขด้วย มีปุ่มกดเล็กมาก ดูแล้วมันล้ำมาก แต่มาถึงวันนี้ คงไม่เห็นแล้วครับ
เมื่ออายุมากขึ้น ผมยังชอบนาฬิกา Automatic อยู่เหมือนเดิม คิดจะซื้อหานาฬิกาดีๆ มาใส่บ้าง ที่ไปเล็งๆ ไว้ ก็มียี่ห้อ ORIS แต่พอได้ลองแล้ว เปลี่ยนใจครับ ลวดลายที่สวยๆ บนตัวเรือนและบนหน้าปัด ผมมองไม่เห็นครับ เลยต้องเปลี่ยนใจ ไปคบหานาฬิกาแบบเรียบๆ แทน ไม่ต้องมีอะไรมาก ขอแค่มีหน้าปัดใหญ่หน่อย และเห็นเข็มมันเดินก็พอแล้ว
นาฬิกาที่อยู่บนข้อมือเราๆ ท่านๆ โดยทั่วไปมีเพียง 2 แบบ คือแบบมีเข็ม และแบบไม่มีเข็ม  บทความนี้จะพูดถึงการผลิตนาฬิกา ที่มีกลไกเคลื่อนไหว (Mechanical Movement)  ผมกำลังพูดถึง นาฬิกาแบบมีเข็มครับ
 การผลิตนาฬิกา เป็นงานที่มีความละเอียดสูงมาก แต่ละเรือนประกอบด้วย ชิ้นส่วนที่เป็นฟันเฟืองขนาดเล็กนับร้อยๆ ชิ้น อัดแน่นอยู่ภายในตัวเรือน และทำงานแบบสัมพันธ์กันอย่างสุดๆ คนที่ทำงานด้านนี้ต้องผ่านการอบรมเป็นแรมปี จนเรียกว่าเป็นช่างฝีมือกันเลย
ต้นแบบของการผลิตนาฬิกา ต้องยกให้ประเทศสวิส แต่เดี๋ยวนี้ญี่ปุ่นและจีน ก็กำลังสร้างอุตสาหกรรมนี้เช่นกัน แต่เป็นระดับกลางลงมา ส่วนนาฬิกาที่อยู่ในระดับบนยังคงเป็นของทางยุโรปอยู่ ใครรู้บ้างว่าประเทศสวิสใช้ภาษาอะไรเป็นภาษาในการสื่อสาร ผมคนนึงละ บอกตรงๆ เพิ่งรู้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เดี๋ยวท้ายบทผมมีเฉลย
การผลิตนาฬิกา ประกอบด้วยหลายสายการผลิต ดังนี้
-       ผลิตตัวเรือน (Main case)
-       ผลิตเข็ม (Watch hand)
-       ผลิตสายนาฬิกา (Bracelet)
-       ผลิตหน้าปัด (Dial)
-       ผลิตตัวเครื่อง (Movement)
-       การหีบห่อนาฬิกา (Packaging)
       การผลิตแต่ละหัวข้อด้านบน ในต่างประเทศ จะแยกโรงงานกันผลิตและอยู่คนละเมืองกัน ทำให้เกิด Supply chain ขนาดใหญ่ และวางแผนทำงานให้สอดคล้องกัน
       การวางแผนเกิดขึ้นที่โรงงานหลัก ในที่นี้คือโรงงานสุดท้าย หรือจุดสุดท้ายที่เกิดการผลิต ยกตัวอย่าง โรงงานหีบห่อ รับคำสั่งขาย (Sales order) นาฬิกาสำเร็จรูป เพื่อขายให้กับลูกค้า เมื่อมีการ Run MRP โปรแกรมตอบสนอง โดยสร้างแผนผลิต (Planned order)  และส่งข้อมูลจำนวนความต้องการ และเวลาที่ต้องการใช้ กระจายไปยังชิ้นส่วนต่างๆ ในโครงสร้าง BOM และส่งความต้องการ ไปยังโรงงานที่เกี่ยวข้อง เป็นทอดๆ ไป จนถึงจุดสุดท้ายคือ วัตถุดิบที่ใช้ในแต่ละโรงงาน เพื่อออกใบสั่งซื้อ (Purchase order)
        กลับมาที่แผนผลิตแต่ละชิ้นส่วน เริ่มที่ สายการผลิตตัวเรือน โดยนำแท่งโลหะแบน (Steel bar) มาเจาะ (Punch) เป็นเรือนมาฬิกาเปล่า (Blank case) ผ่านการอบความร้อน (Heat) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งให้กับโลหะ จากนั้นกลึง (Machining) ให้เป็นรูปร่าง และเชื่อม  (Welding) ส่วนประกอบอื่นลงในตัวเรือน จากนั้นก็ทำการขัดเงา (Polishing) สำหรับขั้นตอนการขัดเงานี้ต้องอาศัยช่างที่มีฝีมือเป็นอย่างสูง ขัดไม่ดี รูปทรงเปลี่ยน จากของดีกลายเป็นของเสียซะงั้น
         ต่อกันที่สายการผลิตเข็มนาฬิกา (Watch hand) หลักการทำงานก็คล้ายๆ กับการผลิตตัวเรือน คือนำแผ่นโลหะ แต่เป็นแผ่นขนาดบาง มาปั๊ม เป็นเข็มนาฬิกา อาจมีกระบวนการเพิ่มเติม เช่นพิมพ์สีลงบนเข็มนาฬิกา และอบความร้อน เพื่อให้สีติดทนนาน ไม่ซีดง่ายๆ เป็นต้น
       สายการผลิตสายนาฬิกา (Bracelet) ใช้วัตถุดิบแผ่นโลหะมาปั๊มขี้นรูป ให้เป็นข้อเล็กๆ เรียกว่า Bracelet link จากนั้นนำไปอบความร้อน และขัดให้เงา เมื่อได้ความเงาแล้ว จะร้อยเรียงข้อเล็กๆ เหล่านั้นด้วยเข็มเชื่อม (Needle)
       สายการผลิตหน้าปัด (Dial) ใช้แผ่นโลหะมาปั๊มขึ้นรูป และทำการเจาะรู จากนั้นพิมพ์สีบนหน้าปัดด้วยการสเปรย์สีพิเศษ และนำไปอบความร้อนเพื่อให้ได้คุณภาพสีที่ดี
   สายการผลิตตัวเครื่อง (Movement)  ซึ่งเป็นหัวใจหลักของนาฬิกา ประกอบด้วยเฟืองตัวเล็กๆ มากมาย ถ้าเป็นนาฬิกาควอทซ์ จะมีฟันเฟืองประมาณ 80 – 100 ชิ้น  แต่ถ้าเป็นนาฬิกาแบบ Automatic จะมีฟันเฟืองอยู่ระหว่าง 250 – 350 ชิ้น ยิ่งมีลูกเล่นบนหน้าป้ดนาฬิกามากเท่าไร ก็ยิ่งมีฟันเฟืองมากขึ้น (ราคาแพงตามด้วย) เพื่อถ่ายทอดกำลังไปยังลูกเล่นเหล่านั้น มาดูว่าฟันเฟืองต่างๆ เหล่านั้นผลิตกันอย่างไร
   เริ่มต้นที่กระบวนการ Machining นำโลหะท่อนๆ นี่แหละ มากลึง (Lathing) จนได้ขนาดที่กำหนด การกลึงใช้เวลามากและต้องใช้น้ำมันเพื่อลดความร้อน เครื่องกลึง ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงานทั้งหมด จากนั้นเครื่องจะตัดเป็นชิ้นๆ ส่งต่อไปให้เครื่องที่ทำฟันเกียร์ (Gear hobbing) ตามด้วยการอบความร้อน ชุบแข็ง และขัดเงา ทั้งหมดนี้ สามารถทำผ่านเครื่องจักรได้ทั้งหมด
    เมื่อได้ชิ้นส่วนเล็กๆ แต่ละขนาดแล้ว  กระบวนการถัดไปคือการประกอบชุดย่อย เรียกว่า Pre-assembly โดยนำเม็ดทับทิม (Ruby) มาวางลงบนตัวเรือนบนเบ้าที่เตรียมไว้ เพื่อลดแรงเสียดทานระหว่างฟันเฟืองที่วางบนตัวเรือน จากนั้นประกอบชิ้นส่วนยึดโยงบนตัวเรือน และส่งไปที่กระบวนการสุดท้ายคือ Assembly ในขั้นตอนนี้จำเป็นต้องอาศัยฝีมือของผู้ทำงาน ที่ต้องผ่านการอบรมเป็นแรมปี เราเรียกบุคคลเหล่านี้ว่า Craftman 
Craftman จะบรรจงวางฟันเฟืองบนตัวเรือนทีละเฟือง หน้าที่ฟันเฟืองด้านล่าง คือการส่งกำลังไปที่เข็มนาฬิกา ส่วนฟันเฟืองที่วางอยู่บนสุด เกี่ยวกับการปรับวันและวันที่ นอกจากการวางเฟืองต่างๆ แล้ว สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือสปริง (Main spring) ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจที่ให้พลังงานในการขับเคลื่อนฟันเฟืองต่างๆ ในขั้นตอนนี้ ถ้าเป็นนาฬิกาที่มีราคาสูง จะมีกระบวนการพิเศษ เพื่อปรับสปริง (Balance wheel) ให้มีค่าที่เที่ยงตรงมากๆ เมื่อวางฟันเฟืองและสปริงลงในตำแหน่งต่างๆ แล้ว ถัดไปคือวางหน้าปัดและเข็มนาฬิกาที่ด้านบน และปิดด้านหน้าเรือนนาฬิกาด้วยชุดกระจก (Watch head) จะเห็นว่าการประกอบ Movement เป็นงานที่ละเอียดอ่อนมาก ถือว่าเป็นจุดบรรจบกันระหว่างความเที่ยงตรงของเครื่องจักรและฝีมือมนุษย์ สำหรับช่างฝีมือไทย ถ้าได้รับการอบรมในลักษณะนี้ น่าจะทำได้ดี เพราะคนไทยเก่งเรื่องงานฝีมืออยู่แล้ว
เมื่อได้ Watch part ครบแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือนำสายนาฬิกาและตัวเรือนที่มีเครื่องแล้ว ประกอบเข้าด้วยกัน พร้อมจัดลงกล่องที่มี packaging สวยงาม จนคนที่ซื้อ ไม่อยากทิ้งกล่อง ถ้าไม่เชื่อลองไปซื้อดูครับ กล่องสวยจริง
มาถึงจุดนี้แล้ว ผมคิดว่าสิ่งสำคัญของการผลิตนาฬิกา คือต้องมีเครื่องจักรสำหรับการผลิตที่ทำงานได้เที่ยงตรงมากๆ และต้องอาศัยแรงงานที่มีทักษะในการทำงานที่สูงมาก ส่วนการวางแผนการผลิต ต้องมีแผนต่อเนื่องสำหรับชิ้นส่วนต่างๆ และพึ่งพากันระหว่างโรงงานที่ผลิตชิ้นส่วน โดยบริษัทต่างๆ จะเลือกใช้ software การวางแผนและผลิตเพื่อส่งข้อมูลแผนความต้องการระหว่างโรงงานกัน
ในแง่ของวัตถุดิบโลหะที่มีมูลค่าสูง ที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศ สามารถใช้สิทธิ์ของ BOI เพื่อลดภาษีการนำเข้าได้
สำหรับคำเฉลย ทางตะวันตกติดฝรั่งเศส ทางเหนือติดเยอรมัน ด้านใต้ติดอิตาลี ดังนั้น สวิสจึงพูดกันถึง 3 ภาษา สวิสไม่มีภาษาเป็นของตัวเองครับ

สำหรับผู้ที่สนใจบทความนี้ สามารถติดตามจาก

https://www.facebook.com/ConsultChorn
https://consultchorn.blogspot.com/

วันจันทร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

อยากรู้ : ผลิตอาหารสัตว์ ทำยังไง? (3)

อยากรู้ ผลิตอาหารสัตว์  ทำยังไง? (3)
Series : Easy Production - Thailand 4.0
เกริ่นนำ : บทความเหล่านี้เขียนขึ้นเพื่อเล่าเรื่องการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ รอบตัวเราแบบเข้าใจได้ง่ายๆ สำหรับผู้ที่อยากเรียนรู้โลกกว้าง สอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยใช้ประสบการณ์ของผู้เขียน มาถ่ายทอดโดยใช้การเล่าเรื่อง ภาษาที่ใช้ก็อาจจะบ้านๆ หน่อย เพื่อเข้าใจได้ง่าย  เนื้อหาจะแบ่งเป็นหลายตอน ผู้อ่านสามารถเลือกเฉพาะบทความที่สนใจได้
          ความเดิมจากตอนที่แล้ว กล่าวถึงกระบวนการในการผลิตอาหารสัตว์ ต้องประกอบด้วยสูตรการผลิต ที่บอกว่าใช้วัตถุดิบอะไรเป็นจำนวนเท่าไหร่ และต้องผ่านขั้นตอนที่ใช้เครื่องจักรต่างๆ สำหรับบทความนี้ เล่าถึงวิธีคำนวณเพื่อผลิตสินค้าให้มีความคุ้มค่าที่สุด จากวัตถุดิบที่เรามีอยู่จำกัด  และได้จำนวนผลผลิตที่ต้องการ ผมกำลังพูดถึงการทำ Optimization
        ถ้าเป็น 10 ปีที่แล้ว ศาสตร์ในเรื่อง Optimization ที่พูดถึงการจัดการสิ่งของที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เกิดความคุ้มค่าที่สุด จะยังไม่แพร่หลายในเมืองไทย พูดง่ายๆ ไม่ค่อยมีใครพูดถึง เป็นเพราะ กว่าจะได้คำตอบซักเรื่อง ต้องมีทฤษฎีเยอะ คำนวณแยะ ดูแล้วน่าปวดหัว และซอพท์แวร์ที่ใช้ก็มีราคาแพง  แต่มาระยะหลัง ไมโครซอพท์จัดให้เอง เรียก tool ตัวนี้ว่า Solver เป็นติ่งนึง ในเอ็กเซลครับ ปัจจุบันมีหนังสือทยอยออกมาแล้วครับ ใครสนใจก็ซื้อหามาศึกษากัน  และบทความนี้ ใช้ Solver เป็นตัวอย่างในการหาจุดเหมาะสม
         การทำ Optimization เริ่มจากการกำหนดโมเดล ที่มีองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน คือ
-       วัตถุประสงค์ที่ต้องการ (Objective)  เช่น ต้องการค่าสูงสุด หรือค่าต่ำสุด
ค่าสูงสุด เช่น กำไรสูงสุด , ค่าต่ำสุด เช่น ต้นทุนต่ำสุด
-       เงื่อนไข (Constraint) ข้อมูลส่วนใหญ่ที่เรานำมาคำนวณจะเป็น Hard constraint เช่น วัตถุดิบที่จำกัด หรือ กำลังการผลิตที่จำกัด แต่สามารถปรับ constraint เหล่านี้ให้เป็น Soft constraint ได้ เพื่อให้ผู้ใช้งานได้ปรับแต่งได้
-       ตัวแปร (Variable) คือสิ่งที่เราต้องการหาคำตอบ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

        จำลองโมเดลการผลิตอาหารสัตว์ โดย map เข้ากับองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน
-       Objective : คือต้องการผลิตโดยมีกำไรสูงสุด
-       Constraint : คือวัตถุดิบที่มีอย่างจำกัด, เปอร์เซนต์ของวัตถุดิบที่ใช้, จำนวนที่                 ต้องการผลิต,
-       Variable : คือจำนวนวัตถุดิบแต่ละชนิด ที่เกิดจากการคำนวณ เพื่อให้ได้กำไร              สูงสุด


       ข้อมูลเบื้องต้นสำหรับใช้ในการคำนวณ สำหรับโจทย์ ที่ต้องการผลิตอาหารสัตว์ 2 ชนิด โดยใช้วัตถุดิบร่วมกัน 3 ชนิด

1.    สัดส่วนเปอร์เซนต์ของวัตถุดิบในอาหารแต่ละชนิด ได้มาจาก BOM การผลิต
                                              


2.    ราคาต้นทุนของวัตถุดิบแต่ละชนิด              


3.    ราคาขายอาหารสำเร็จรูปแต่ละชนิด 


4.    Stock คงเหลือของวัตถุดิบทั้ง 3 ชนิด ณ วันปัจจุบัน                        

              
  
            เขียนรูปแบบได้ ดังนี้

                   

                     


             และนำมาเขียนในรูปสมการ เพื่อลงในตาราง excel ได้ดังรูป

             
   

 
ตัวแปรตัดสินใจคืออะไร
-       คือค่าของวัตถุดิบแต่ละชนิด ที่ใช้ในการผลิตสินค้าแต่ละชนิด

ผลลัพธ์คืออะไร
-       คือค่าที่โปรแกรมคำนวณให้ เมื่อสั่ง run program

       สัมประสิทธิ์คืออะไร
-       คือค่าที่คำนวณจาก มูลค่าขายของสินค้า หักด้วย มูลค่าต้นทุนวัตถุดิบ
 สัมประสิทธิ์ เกิดจาก
Max 2.9(R1A+R2X+R3A)+ 3(R1B+R2B+R3B) – 2.5(R1A+R1B) – 2.6(R2A+R2B) – 2.84(R3A+R3B)
Max 0.4R1A + 0.3R2A + 0.06R3A + 0.5R1B + 0.4R2B + 0.16R3B  
  
      กำไรสูงสุดคืออะไร
-        คือค่า Max ที่เกิดจากการคำนวณตามสมการด้านบน

       ค่าที่เหลือ คืออะไร
-       ค่าที่เหลือ คือค่าที่เกิดจากการสร้างสมการและนำไปแทนที่ในตาราง เช่น
เงื่อนไขที่ให้ใช้วัตถุดิบที่ 1 สำหรับอาหารชนิดที่ 1 ต้องมากกว่า 30%
แทนด้วยสมการคือ R1A > 0.3 (R1A + R2A + R3A) 
             à 0.7R1A – 0.3R2A – 0.3R3A > 0

และนำค่าสัมประสิทธิ์ของสมการไปแทนลงในตาราง


  
       ค่ากำหนด และค่าคำนวณคืออะไร
-       คือค่าที่เอาไว้ใช้กำหนดเป็น constraint สำหรับการคำนวณ เช่นบรรทัดที่ 21
ค่ากำหนด ($J$21) คือวัตถุดิบมีเพียง 5000 kg

ดังนั้น ผลการคำนวณ ($I$21) ต้องมีการใช้ไม่เกิน และเขียนใน constraint ได้ดังรูป



      เมื่อสั่งคำนวณ ได้ผลลัพธ์ดังรูป
     

        

สำหรับการผลิตอาหารครั้งนี้ สรุปได้ดังนี้  
ผลิตอาหาร A 10000 Kg โดยใช้ ปลาป่น 4000 Kg, มันเส้น 4000 Kg, กากถั่ว 2000 Kg
ผลิตอาหาร B 4000 Kg โดยใช้ ปลาป่น 1000 Kg, มันเส้น 1800 Kg, กากถั่ว 1200 Kg
และมีกำไรสูงสุด 4332 บาท

           สำหรับการทำ optimization โดยใช้ solver สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกมาก เช่น การจัดเส้นทางขนส่ง การวางแผนผลิต การตัดชิ้นงาน การกำหนดลำดับความสำคัญของการผลิต การคำนวณหลายวัตถุประสงค์ และอื่นๆ ซึ่งผมขอนำเสนอในโอกาสต่อไป

สำหรับผู้ที่สนใจบทความนี้ สามารถติดตามจาก

https://www.facebook.com/ConsultChorn
https://consultchorn.blogspot.com/


ผมจะนำเสนอบทความที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าในแต่ละอุตสาหกรรม ที่ได้ไปมีส่วนออกแบบระบบจัดการข้อมูลการผลิต มาแบ่งปันให้ท่านที่สนใจ ได้ศึกษาและนำไปประกอบการทำงานในอนาคตครับ 

วันศุกร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560

อยากรู้ : ผลิตอาหารสัตว์ ทำยังไง? (2)

Series : Easy Production - Thailand 4.0
เกริ่นนำ : บทความเหล่านี้เขียนขึ้นเพื่อเล่าเรื่องการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ รอบตัวเราแบบเข้าใจได้ง่ายๆ สำหรับผู้ที่อยากเรียนรู้โลกกว้าง สอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยใช้ประสบการณ์ของผู้เขียน มาถ่ายทอดโดยใช้การเล่าเรื่อง ภาษาที่ใช้ก็อาจจะบ้านๆ หน่อย เพื่อเข้าใจได้ง่าย  เนื้อหาจะแบ่งเป็นหลายตอน ผู้อ่านสามารถเลือกเฉพาะบทความที่สนใจได้

อยากรู้ ผลิตอาหารสัตว์  ทำยังไง? (2)
          ความเดิมจากตอนที่แล้ว กล่าวถึงกระบวนการในการผลิตอาหารสัตว์ ต้องประกอบด้วยสูตรการผลิต ที่บอกว่าใช้วัตถุดิบอะไร เป็นจำนวนเท่าไหร่ และผ่านขั้นตอนที่ใช้เครื่องจักรต่างๆ สำหรับบทความนี้  จะเล่าวิธีที่บริษัทส่วนใหญ่วางแผนและผลิตเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ดีที่สุด

                        
        เริ่มตั้งแต่การจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain)  คำว่าอุปทาน ถ้าฟังครั้งแรก อาจจะคิดถึง อุปทานหมู่ ที่หมายถึงการเกิดจิตคิดไปเอง ที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ แต่ความหมายที่ใช้ในบทความนี้ไม่ใช่อย่างนั้น แต่หมายถึง การจัดการของวัตถุดิบและสินค้า ให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ คำศัพท์ที่น่าสนใจต่อมา คือ ต้นน้ำ (Upstream) หมายถึงผู้จัดหาวัตถุดิบ (Vendor) ส่วนปลายน้ำ (Downstream) หมายถึงผู้รับปลายทาง เช่น รับจากกระบวนการผลิต (Production) ไปจนถึงการขาย (Sales)
             ขั้นแรกของการวางแผนบนระบบ Supply chain เริ่มต้นที่ปลายน้ำ โดยนำความต้องการสินค้า (Demand) ที่เกิดจากการพยากรณ์ (Forecast) ระยะกลางหรือระยะยาว มาเป็นตัวขับเคลื่อน  โดยปกติจะมีศูนย์กระจายสินค้า (Distribution center) หลายแห่งเป็นตัวรับค่าความต้องการสินค้าจากลูกค้า ดังนั้นหลักการ คือ สินค้าต้องส่งออกจากศูนย์กระจายสินค้า ไปสู่มือผู้รับสินค้าด้วยโดยพิจารณาปัจจัยหลัก คือ ค่าขนส่งต่ำสุด (Transportation cost)  ครบจำนวนที่ต้องการ (Delivered complete) และต้องไม่เกิดการล่าช้า (Non-Delay)  สำหรับเครื่องมือที่ใช้เลือกตำแหน่งศูนย์กระจายสินค้า จะเป็นซอพแวร์ที่เกี่ยวกับการทำ Optimization วัตถุประสงค์ทำให้มีต้นทุนต่ำสุด และสามารถใช้ฐานข้อมูลเบื้องต้นจากระบบ ERP (ระบบบัญชี และลอจิสติกส์) ได้ แต่ถ้าไม่ต้องการลงทุนมาก อาจเลือกใช้ Solver ของ Excel และเขียน model เอง (ป้จจุบัน solver รองรับตัวแปรได้ไม่เกิน 200 ตัวแปร และ constraint ไม่เกิน 100 บรรทัด)
            เมื่อทราบแล้วว่าจะต้องส่งออกจากศูนย์กระจายสินค้าใด การจัดการถัดมาคือ สินค้าในศูนย์กระจายสินค้านั้น  จะส่งมาจากโรงงานใด (Plant) จุดนี้เป็นจุดที่ 2 ที่อาจพิจารณาปัจจัยของกำลังการผลิต (Production capacity) ของแต่ละโรงงาน เพิ่มเติมจากปัจจัยต้นทุนการขนส่ง ผลลัพธ์คือ สามารถระบุโรงงาน ที่พร้อมจะส่งสินค้าให้กับศูนย์กระจายสินค้า ด้วยต้นทุนที่ต่ำสุดและตรงเวลา เครื่องมือหรือซอพแวร์ที่ช่วยในการวางแผน จะเป็นชุดเดียวกับที่ใช้ก่อนหน้า
           จุดที่ 3 คือการพิจารณาแหล่งของวัตถุดิบ ที่จะป้อนให้กับโรงงาน โดยคำนึงถึงต้นทุนของวัตถุดิบและค่าขนส่ง รวมถึงประวัติของผู้ค้า สำหรับวัตถุดิบหลักของอาหารสัตว์ เช่น กากถั่ว ที่ต้องใช้ในปริมาณมาก เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ ฝ่ายจัดซื้อ จะทำสัญญาซื้อล่วงหน้า เพื่อให้ได้ราคาที่ดี และขนส่งผ่านเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่  วัตถุดิบอื่นๆ เช่น ข้าวโพด มันเส้น หรือรำข้าว สามารถหาจากภายในประเทศได้ โดยประกาศราคาซื้อล่วงหน้าจากเกษตรกรตามคุณสมบัติ เช่น ความชื้น เป็นต้น
                 จุดสำคัญของการลดต้นทุน เกิดจากจุดที่ 3  โดยแต่ละบริษัท ต้องหาวิธีที่จะทำอย่างไร จึงจะควบคุมราคาและจำนวนวัตถุดิบที่ต้องใช้ ให้เหมาะสมที่สุด เพื่อให้ได้อาหารตามความต้องการ บางโรงงานอาจมีการปรับสูตรอาหารบ้างเล็กน้อย แต่ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน โดยใช้ซอพแวร์ที่มีลักษณะพิเศษ  แต่ถ้างบน้อย เครื่องมือที่หาได้ง่าย สำหรับการทดสอบสูตรอาหาร ยังเป็น Excel solver ที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม แต่ต้องเข้าใจการสร้างโมเดล
          ทุกๆ จุดที่กล่าวถึง ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ล้วนเกี่ยวพันกับการวางแผนทั้งสิ้น ถ้าวางแผนได้สอดคล้องกัน หมายถึงได้ต้นทุนที่เหมาะสม
        สรุปคือ การบริหารต้นทุน เกิดขึ้นได้ในทุกๆ ส่วนของ Supply chain และมีซอพท์แวร์ที่นำมาช่วยบริหารการวางแผนที่มีลักษณะ  Optimization เพื่อใช้ข้อมูลที่มีอยู่ ได้อย่างเหมาะสม มีให้เลือกตั้งแต่ราคาสูงที่สามารถเชื่อมตรงกับระบบ ERP จนถึงซอพท์แวร์ที่ทุกบริษัทมีอยู่แล้ว คือ Microsoft Excel มีเครื่องมือชื่อว่า Solver ใช้คำนวณแบบ Simplex, Non-linear หรือแม้กระทั่ง Evolutionary โดยอาศัยทักษะในการสร้างโมเดลการคำนวณ เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้  สำหรับบทความถัดไป ผมจะแสดงตัวอย่าง การวางโมเดลแบบง่ายๆ โดยใช้ Excel เพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนสูตรการผลิตตามเงื่อนไข  ผู้ที่สนใจรอติดตามได้ครับ

สำหรับผู้ที่สนใจบทความนี้ สามารถติดตามจาก

https://www.facebook.com/ConsultChorn
https://consultchorn.blogspot.com/

ผมจะนำเสนอบทความที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าในแต่ละอุตสาหกรรม ที่ได้ไปออกแบบระบบจัดการข้อมูลการผลิต มาแบ่งปันให้ท่านที่สนใจ ได้ศึกษาและนำไปประกอบการทำงานในอนาคตครับ